ตำนานและปาฏิหาริย์ของ “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

หลวงปู่ทวด ถือได้ว่าเป็นที่นับถือของคนไทยจำนวนมาก รวมถึงชาวต่างชาติบ้านใกล้เรือนเคียงทั้งชาวไทย ชาวมุสลิม ในประเทศมาเลเซีย หลวงปู่ทวดถือว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในตำนานที่มีผู้ศรัทธามากรองลงมาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) จนเป็นตำนานที่มาของสมญานามว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าท่านมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินไหน แต่เหล่านักวิชาการคาดกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ประวัติหลวงปู่ทวด
หลวงปู่ทวด เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ หลวงปู่ทวดมีนามเดิมว่าปู เป็นชาวบ้านวัดเลียบ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อท่านอายุได้ประมาณ 7 ปี (ราว พ.ศ.2132) บิดามารดาของท่านได้พาท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัดเพื่อเล่าเรียนหนังสือที่วัดกุฏหลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านท่านโดยในตอนนั้นมีท่านสมภารจวง ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ และต่อมาสมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี
ท่านเป็นคนขยันหมั่นเพียรใฝ่รู้ตลอดเวลา สมภารจวงได้นำสามเณรปูไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้น สมัยนั้นเรียกว่า “มูลบทบรรพกิจ” ปัจจุบันเรียกว่านักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่ถูกส่งมาจากกรุงศรีอยุธยาให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือวัดสีหยังในปัจจุบัน สามเณรปูท่านได้เรียนรู้และจบหลักสูตรที่วัดสีคูอย่างรวดเร็ว ต่อมาหลักจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้นโดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสีเป็นเจ้าอาวาสและบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบบวช ตลอดชีวิตที่ท่านอยู่ในสมณเพศท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์
แม้ว่าจะไม่ได้มีหลักฐานการมีอยู่จริงแบบชัดเจน แต่ตำนานการเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นยังมีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับอภินิหารของหลวงปู่ทวดที่ผู้คนชอบพูดถึงกัน

ตำนานที่แรก กล่าวไว้ว่า
ขณะที่หลวงปู่ทวดจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ (จังหวัดสงขลาในปัจจุบัน) คาดว่าท่านมีอายุ 80 ปีเศษ วันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว ไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า 3 คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนอยู่นั้นได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกกลุ่มโจรสลัดจีนเห็นท่านเดินอยู่พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไปไม่นานเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น เรือไม่สามารถแล่นต่อไปได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรพยายามหาวิธีเท่าไหร่เรือก็ยังไม่เคลื่อนไปไหน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหาร หลวงปู่ทวดท่านเห็นถึงความเดือดร้อนของพวกโจรจนถึงที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเล เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็บอกให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นเปลี่ยนรสชาติเป็นน้ำจืดจึงเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง พวกโจรจีนเห็นประจักษ์เช่นนั้นก็พากันเกรงกลัวว่าจะมีภัยเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่ง หลังจากนั้นเรื่องราวนี้จึงเลื่องลือแผ่ขยายไป จนทำให้ผู้คนตั้งสมญานามให้ท่านว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด“
ตำนานที่สอง กล่าวไว้ว่า
เมื่อครั้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง หลวงปู่ทวดท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านเจ้าคุณฯ อยู่ที่วัดพุทไธสง จังหวัดอยุธยา ขณะนั้นท่านต้องการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา จึงจำเป็นที่จะต้องโดยสารเรือสำเภาไป เมื่อท่านไปถึงสงขลาแล้วแวะเยี่ยมเยียนบ้านเกิดเรียบร้อย ขณะที่กำลังจะเดินทางกลับพวกบรรดาลูกเรือได้ตั้งวงร่ำสุรากันจนลืมที่จะตุนน้ำดื่มไว้ให้เพียงพอเวลาเดินทางกลับ เมื่อออกเรือไปไม่กี่วันน้ำดื่มก็หมดลง พวกลูกเรือทั้งหลายได้กล่าวหาว่าเป็นเพราะหลวงปู่ที่ทำให้ต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ จึงจับท่านเตรียมจะไปปล่อยไว้ที่ “เกาะหนูเกาะแมว” เมื่อนั้นหลวงปู่จึงได้อธิษฐานจิตว่า “ถ้าตัวข้ายังสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่วงการพุทธศาสนาได้ ขอให้น้ำทะเลตรงที่เอาเท้าจุ่มได้กลายเป็นน้ำจืด เมื่อจุ่มเท้าลงไปแล้วท่านจึงบอกให้บรรดาลูกเรือตักน้ำบริเวณนั้นมากิน ปรากฎว่าเป็นน้ำจืดจริงๆ ทำให้บรรดาลูกเรือต่างก็รีบขอขมาที่บังอาจล่วงเกินท่าน พอถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วเรื่องราวนี้ก็ได้แพร่สะพัดออกไปเป็นวงกว้าง ชาวบ้านจึงเรียกขานท่านต่อท้ายว่า “หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด“
ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเป็นที่ปรากฏอย่างแน่ชัดเกี่ยวกับประวัติของหลวงปู่ทวดว่าท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยแผ่นดินรัชกาลไหนกันแน่ แต่ความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ของท่านยังเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นสุดยอดพระเกจิลำดับต้นๆ ที่คนให้ความนับถือเป็นอย่างมาก และอภินิหารปาฏิหาริย์ยังเกิดขึ้นกับผู้ที่นับถือศรัทธาจวบจนปัจจุบัน
หากท่านใดสนใจอยากอ่านบทความอื่นๆ สามารถเข้ามาอ่านได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี หรือหากท่านไม่อยากพลาดบทความดีๆ ก็สามารถเข้าไปกดไลก์ กดถูกใจกันได้ที่เพจ ศูนย์วัตถุมงคล คู่บุญคู่บารมี ที่สำคัญอย่าลืมกดติดตามเอาไว้ด้วยนะคะ
